การใช้สแลนเพื่อพรางแสงมีหน้าที่หลักในการลดความเข้มของแสงให้เหมาะสมกับการเจริญเติบโตของพืช โดยการเลือกเปอร์เซ็นต์การกรองแสงของสแลนจะขึ้นอยู่กับประเภทและช่วงอายุของพืชที่ปลูก เช่น ในระยะเพาะเมล็ดและอนุบาลกล้า ควรใช้การกรองแสงประมาณ 70% ถึง 80% เพื่อป้องกันไม่ให้พืชได้รับแสงมากเกินไป เมื่อพืชมีอายุมากขึ้นและสามารถย้ายไปปลูกในแปลงได้ ปริมาณแสงที่ต้องการจะเพิ่มขึ้น จึงสามารถใช้การกรองแสงที่ประมาณ 50% ถึง 60% ก็เพียงพอ สำหรับพืชที่ไม่ชอบแสงจัด เช่น กล้วยไม้ ควรใช้การกรองแสงในระดับสูงประมาณ 80% เพื่อให้เหมาะสมกับความต้องการของพืชเหล่านี้

การพรางแสงโดยใช้แสลนคุม เพื่อช่วยด้านต่างๆ ดังนี้
1.เวลาเราย้ายกล้าในถาดเอาลงไปปลูก ถ้าเราช่วยพรางแสงให้เขาสักวันสองวันเขาจะฟื้นตัวไว
2.ถ้าฝนมาแรง และผักของเราที่ใบใหญ่ ๆ บางทีฝนมา ลมมา มันก็ช้ำ ใบสะดุด ใบทะลุแสลนจะช่วยลดแรงดันและความเสียหายของพืชผักได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเราจะเห็นได้ว่าเมื่อเกิดพายุหรือมรสุมในช่วงวันสองวัน ราคาผักมักจะปรับตัวสูงขึ้นในอีกห้าหกวันถัดมา เนื่องจากเกษตรกรไม่สามารถลงทุนในเรื่องนี้ได้ ทำให้ผักสดที่สามารถตัดได้ในวันรุ่งขึ้นมักจะเสียหาย ตัวอย่างที่ชัดเจนคือผักกาดหอมที่มีใบบางและเสียหายได้ง่าย แสลนจึงเป็นตัวช่วยที่สำคัญ
สำหรับผักสลัด หากโดนแสงมากเกินไปจะทำให้มีรสขม โดยเฉพาะในช่วงฤดูร้อน เราจึงต้องมีการพรางแสงบ้าง แม้ว่าจะยังคงมีรสขมอยู่บ้าง แต่จะน้อยกว่าปกติ สีของผักอาจจะไม่สดใสเท่าที่ควร แต่ถ้าโดนแดดจัด สีของผักสีแดงจะเข้มมากขึ้น ในขณะที่ถ้าได้รับแสงน้อย สีจะไม่จัดจ้านเท่าไหร่ ส่วนลำต้นของผักจะพยายามยืดหาแสง
ในช่วงฤดูหนาว ผักจะมีลักษณะรัดแน่น ซึ่งส่งผลต่อการขาย แม้ว่าผักจะมีน้ำหนักเท่ากัน แต่ผักที่รัดแน่นจะดูเล็กกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับผักที่ใบแผ่ ผู้รับซื้อมักจะมองว่าผักที่ดูใหญ่กว่ามีราคาถูกกว่าและน่าซื้อกว่า ดังนั้นเกษตรกรจึงต้องดูแลพืชผักอย่างใกล้ชิด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องแสง น้ำ หรือสารอาหารต่าง ๆ เพื่อให้ได้ผลผลิตที่ดีที่สุด
ในระยะเริ่มต้นของการปลูกใหม่ ควรใช้สแลนดำที่มีความหนา 60 เปอร์เซ็นต์เพื่อช่วยลดแสงแดด ซึ่งจะช่วยให้ผักที่เพิ่งเกิดใหม่มีโอกาสเสียหายน้อยลง หลังจากที่ผักเริ่มตั้งตัวได้แล้ว ค่อยๆ เปิดสแลน โดยให้เปิดในลักษณะวันเว้นวัน ไม่ควรเปิดทั้งหมด 100 เปอร์เซ็นต์ในครั้งเดียว

