รวม 10 ความรู้คู่สวน อยากปลูกผักสวนครัว ต้องรู้!!

วิธีปลูกผักสวนครัว ที่ควรรู้ ไม่ว่าจะเป็นมือใหม่หรือมือเก๋าก็ต้องมีเคล็ดลับความรู้คู่สวนอยู่เสมอ เพื่อให้พืชผักที่ปลูกเจริญงอกงามน่ามารับประทานอยู่ตลอด 

ได้รวบรวม 10 ฟาร์มรู้คู่สวน เพื่อแนะนำวิธีการปลูกผักสวนครัวและดูแลพืชผักให้สะดวกยิ่งขึ้น พร้อมทั้งทำความเข้าใจเกี่ยวกับธรรมชาติของการปลูกผักว่ามีความท้าทายอะไรบ้าง นอกจากนี้ยังมีเคล็ดลับดีๆ ที่สามารถนำไปใช้ในสวนได้อีกด้วย เตรียมตัวให้พร้อมกันเถอะ เพราะในฐานะ #นักปลูก เราต้องเปิดใจเรียนรู้ตลอดเวลา! 

เริ่มต้นด้วยวิธีการปลูกผักสวนครัว โดยเฉพาะผักสลัด ซึ่งมีลักษณะเฉพาะคือมีน้ำยางสีขาวขุ่นที่ทำให้มีรสชาติขม โดยเฉพาะในช่วงอากาศร้อน หากรดน้ำไม่เพียงพอและดินแห้ง ผักจะเหี่ยวและทำให้ความเข้มข้นของน้ำยางในต้นผักสูงขึ้น ส่งผลให้เกิดรสชาติขมเมื่อรับประทาน 

เพื่อช่วยลดความขมนี้ เราสามารถทำได้ง่ายๆ โดยการรดน้ำเพิ่มในช่วงเที่ยง เพื่อป้องกันไม่ให้ผักเหี่ยว ควรสังเกตสภาพอากาศในแต่ละวัน หากวันไหนมีแดดจัด ผักอาจจะเหี่ยวได้ จึงควรรดน้ำเพิ่ม และควรใช้น้ำที่ไม่ร้อน ก่อนรดน้ำควรตรวจสอบอุณหภูมิของน้ำด้วย ส่วนในวันที่มีเมฆมาก อากาศไม่ร้อน และผักไม่เหี่ยว แสดงว่ามีความชื้นเพียงพอแล้ว จึงไม่จำเป็นต้องรดน้ำเพิ่มเติม 

ข้อมูลจากหนังสือ “ผักนอกปลูกง่ายทำได้ทุกฤดู” 

ซาแรน หรือ ตาข่ายกรองแสง (Shading Net) เป็นวัสดุที่ใช้ในการกรองแสงและลดความร้อนในพื้นที่ปลูกพืช นอกจากนี้ยังช่วยลดความแรงของลมและน้ำฝนอีกด้วย ในอดีตเรามักพบเห็นซาแรนในเฉดสีดำและสีเขียวเป็นหลัก แต่ในปัจจุบันมีการพัฒนาซาแรนให้มีหลากหลายสีมากขึ้น เช่น สีดำ สีขาว สีเทาเงิน และสีเขียว เพื่อให้เหมาะสมกับการใช้งานที่แตกต่างกันไป ดังนี้ 

สีดำ – แสงที่เข้ามาจะถูกเปลี่ยนเป็นแสงขาวตามธรรมชาติ ซาแรนสีดำเป็นสีที่มีให้เห็นบ่อย มีขนาดความกว้างและอัตราการกรองแสงให้เลือกมากมาย และสามารถหาซื้อได้ง่าย 

สีขาว – เป็นแสงที่มีลักษณะเป็นธรรมชาติ ซึ่งมีข้อดีคือสามารถส่องผ่านได้มากกว่าสีดำ นอกจากนี้ยังช่วยลดอุณหภูมิได้อีกด้วย ทำให้เหมาะสำหรับพืชที่ต้องการแสงมาก แต่ไม่ชอบอุณหภูมิสูง 

สีเทาเงิน – แสงที่ได้รับจะเป็นแสงขาวตามธรรมชาติ เหมาะสำหรับการใช้งานในช่วงฤดูฝนที่มีลมและฝนแรง ซึ่งอาจทำให้พืชได้รับความเสียหายได้ ด้วยคุณสมบัติของซาแรนสีเทาเงินที่มีการทึบแสงน้อยกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับซาแรนสีดำ ทำให้สามารถใช้ซาแรนสีเทาเงินที่มีความทึบแสง 80% ซึ่งเทียบเท่ากับซาแรนสีดำที่มีความทึบแสง 60% เพื่อให้แสงผ่านได้ 40% แต่มีความทนทานมากกว่า 

สีเขียว – แสงที่ได้รับเป็นแสงสีเขียว ซึ่งพืชสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้น้อย จึงมักถูกใช้เพื่อกระตุ้นให้พืชมีการยืดตัวสูงขึ้นและมีการเจริญเติบโตของกิ่งก้านที่ยาวขึ้น นอกจากนี้ยังช่วยลดการเกิดตะไคร่น้ำในบ่อได้อีกด้วย 

การคลุมดิน (Mulching) เป็นวิธีการดูแลดินที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง ช่วยในการรักษาความชื้นในดิน โดยเฉพาะในช่วงที่อากาศแห้งแล้ง ช่วยควบคุมอุณหภูมิของดินไม่ให้สูงเกินไป สามารถลดจำนวนวัชพืชได้ และช่วยลดการชะล้างของธาตุอาหาร นอกจากนี้ยังส่งเสริมการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์ที่มีบทบาทในการย่อยสลายอินทรีย์วัตถุในดิน วัสดุที่ใช้ในการคลุมดินสามารถแบ่งออกเป็น 3 ประเภท ดังนี้ 

1. ใช้อินทรีย์วัตถุเป็นวัสดุคลุมดินนั้นมีข้อดีตรงที่สามารถย่อยสลายและเปลี่ยนเป็นสารอาหารสำหรับพืชได้ ซึ่งทำให้มีอายุการใช้งานที่สั้น เหมาะสำหรับพืชที่มีอายุสั้น วัสดุที่ใช้ในการคลุมดินควรเป็นสิ่งที่หาได้ง่ายจากพื้นที่ใกล้เคียงเพื่อลดค่าใช้จ่าย เช่น ฟางข้าว มะพร้าวสับ ขุยมะพร้าว ใบไม้แห้ง และเปลือกไม้ 

2. ใช้วัสดุสังเคราะห์ในการคลุมดิน ซึ่งมีอายุการใช้งานยาวนานกว่าวัสดุอินทรีย์ โดยมีหลายประเภทให้เลือก ตั้งแต่อายุการใช้งาน 1 ปี จนถึง 10 ปี ขึ้นอยู่กับความหนาของวัสดุและสารเคลือบป้องกัน UV วัสดุนี้สามารถใช้คลุมได้ทั้งพืชอายุสั้นและไม้ยืนต้น รวมถึงการคลุมพื้นดินในแปลงที่เป็นทางเดินได้อีกด้วย 

3. การใช้พืชเป็นวัสดุคลุมดินนั้น มักเลือกใช้พืชตระกูลถั่วที่เติบโตเร็วและมีอายุการคลุมดินยาวนาน ซึ่งเหมาะสำหรับพื้นที่ที่มีต้นไม้ใหญ่ เช่น สวนผลไม้หรือสวนปาล์ม พืชตระกูลถั่วไม่เพียงแต่ช่วยคลุมดิน แต่ยังมีประโยชน์ในการบำรุงดินด้วยการตรึงไนโตรเจนจากไรโซเบียม อย่างไรก็ตาม ในช่วงเริ่มต้นอาจต้องใช้เวลาในการดูแลเพื่อให้พืชสามารถครอบคลุมพื้นที่ได้อย่างเต็มที่ 

ในช่วงที่อากาศร้อน โดยเฉพาะพืชผักที่ชอบน้ำ เช่น ต้นหอม ผักชี ขึ้นฉ่าย พริกสด ถั่วฝักยาว มะระ ผักกาดหอม และกวางตุ้ง มักจะมีราคาสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เนื่องจากหลายพื้นที่ประสบปัญหาภัยแล้ง และจำนวนแมลงศัตรูพืชที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่ความต้องการผักยังคงไม่เปลี่ยนแปลง ดังนั้น หากเรารู้เช่นนี้แล้ว การปลูกผักเองจะเป็นทางเลือกที่ดี เพื่อหลีกเลี่ยงการซื้อผักในช่วงที่ราคาสูง โดยมีวิธีการดูแลที่ต้องเตรียมตัวตามนี้ 

– ใช้ซาแรนพรางแสง สำหรับพืชที่ไม่ค่อยทนร้อน โดยใช้ซาแรนพรางแสง 50% เพื่อป้องกันความร้อน แต่พืชก็ยังคงต้องการแสงแดดเต็มวันอยู่ดี ระหว่างกางซาแรนให้ดูทิศทางของแดดให้ดีด้วยนะ 

– สำหรับพืชที่ปลูกในกระถาง ไม่ควรวางไว้บนพื้นปูน เพราะในช่วงเย็นพื้นปูนจะคลายความร้อนออกมาทำให้รากพืชที่อยู่ด้านล่างสุกได้ ทางที่ดีวางไว้บนพื้นไม้หรือใช้อิฐรองเพื่อไม่ให้กระถางสัมผัสกับพื้นปูนจะดีกว่า 

– แมลงศัตรูพืชสารพัดเพลี้ย ไม่ว่าจะเป็น เพลี้ยอ่อน เพลี้ยไฟ เพลี้ยแป้ง ไรแดง ถ้าพบเป็นจำนวนมากให้เรา ตัดแต่งส่วนที่มีการระบาดมากทิ้งออกไป 

– หลังจากที่รดน้ำช่วงเย็นแล้ว ให้ ฉีดพ่นด้วยสารชีวภัณฑ์ เชื้อราบิวเวอร์เรีย บาสเซียน่า (Beauveria bassiana) เป็นประจำ โดยเชื้อราจะเข้าไปในตัวของแมลงและทำให้แมลงตาย 

กิ่งแขนงหรือกิ่งกระโดง คือ กิ่งที่เกิดขึ้นในบริเวณซอกใบของต้นมะเขือเทศ การตัดกิ่งแขนงออกจะช่วยให้ผลมะเขือเทศมีความสมบูรณ์มากขึ้น เนื่องจากต้นไม่ต้องใช้สารอาหารไปเลี้ยงกิ่งแขนง นอกจากนี้ยังช่วยให้ทรงพุ่มของต้นมะเขือเทศโปร่งขึ้น ลดโอกาสการเกิดโรค และทำให้แสงแดดสามารถส่องถึงใบด้านล่างได้ดีขึ้นอีกด้วย 

หากไม่ทำการตัดกิ่งแขนงออก ผลมะเขือเทศจะมีขนาดเล็กลงและจำนวนลดน้อยลง เนื่องจากต้นมะเขือเทศจะต้องส่งอาหารไปเลี้ยงกิ่งแขนงด้วย ดังนั้นเมื่อพบกิ่งแขนง ควรตัดออกทันที และควรทำการตัดอย่างสม่ำเสมอ เพราะกิ่งแขนงจะเกิดขึ้นมาใหม่อยู่ตลอดเวลา 

หากเรายังมีพื้นที่ว่างและต้องการปลูกต้นมะเขือเทศเพิ่ม สามารถปล่อยให้กิ่งแขนงยาวประมาณ 15-20 เซนติเมตร แล้วจึงตัดออก จากนั้นให้ตัดใบบางส่วนออกเพื่อลดการคายน้ำ แช่กิ่งแขนงในน้ำทันทีและวางไว้ในที่ร่ม หลังจากนั้นประมาณ 10-14 วัน รากจะเริ่มงอกออกมา จากนั้นสามารถนำไปอนุบาลในกระถางขนาด 4 นิ้ว และเมื่อรากเริ่มเต็มกระถางแล้ว ก็สามารถย้ายไปปลูกในกระถางขนาด 12 นิ้วได้เลย 

การใช้กิ่งแขนงในการปักชำมีข้อดีหลายประการ เช่น ช่วยให้ต้นไม้ติดดอกและออกผลได้เร็วขึ้น สามารถขยายพันธุ์ได้หลายต้น และหากใช้ต้นมะเขือเทศที่เป็นสายพันธุ์ลูกผสม ต้นที่ได้จะมีลักษณะเหมือนต้นแม่ 100% ซึ่งช่วยป้องกันการกลายพันธุ์ นอกจากนี้ยังช่วยประหยัดต้นทุนได้อีกด้วย

จุลินทรีย์ที่มีคุณสมบัติในการสังเคราะห์แสงสามารถตรึงไนโตรเจนและย่อยสลายก๊าซไข่เน่า (ไฮโดรเจนซัลไฟด์) ได้ ซึ่งจะนำไปสู่การผลิตโกรทฮอร์โมน (Growth Hormone) เอนไซม์ และกรดอะมิโนต่างๆ 

จุลินทรีย์สังเคราะห์แสงมีบทบาทสำคัญในการทำให้บ่อน้ำที่ใช้เลี้ยงปลาและสัตว์น้ำอื่นๆ มีความใสขึ้น เนื่องจากในบ่อน้ำมักมีการสะสมของไนเตรตที่ทำให้น้ำมีสีเขียว โดยจุลินทรีย์เหล่านี้จะช่วยดึงไนเตรตออกไป ทำให้น้ำใสขึ้น ส่งผลให้สัตว์น้ำเจริญเติบโตได้ดีขึ้น นอกจากนี้ยังช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงให้กับสัตว์น้ำ ทำให้สามารถต้านทานโรคได้ดี อัตราการรอดชีวิตสูงขึ้น และคุณภาพของเนื้อสัตว์ดีขึ้น โดยแนะนำให้ใช้จุลินทรีย์สังเคราะห์แสงในปริมาณ 5 ลิตรต่อไร่ สำหรับน้ำลึก 1.5 เมตร และควรใช้เป็นประจำทุก 7 วัน 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก : สำนักงานเกษตรและสหกรณ์ จังหวัดอุบราชธานี / กองปฏิบัติการฝนหลวง กรมฝนหลวงและการบินเกษตร 

แล้วคุณเคยสงสัยไหมว่า…น้ำฝนสามารถนำแร่ธาตุเหล่านั้นลงมาได้อย่างไร? มันไม่ใช่แค่น้ำฝนที่ผ่านอากาศแล้วนำมาง่ายๆ นะ เพราะการที่น้ำฝนสามารถนำไนโตรเจนมาสู่พื้นดินได้เกิดจากการเกิดฟ้าแลบ โดยมีการประเมินว่าฟ้าแลบ 1 ครั้ง จะทำให้ธาตุไนโตรเจนตกลงสู่พื้นดินประมาณ 2 กิโลกรัมต่อไร่ 

ไนโตรเจนในอากาศทำปฏิกิริยากับออกซิเจนและเกิดเป็นสารประกอบไนตริกออกไซด์ (NO) ซึ่งต่อมาจะเปลี่ยนเป็นไนโตรเจนออกไซด์ (NO2) ที่สามารถละลายในน้ำฝนได้ และกลายเป็นกรดไนตริกหรือกรดดินประสิว (HNO3) ก่อนที่จะตกลงสู่พื้นดิน และทำปฏิกิริยาจนในที่สุดกลายเป็นแคลเซียมไนเตรท แคลเซียมไนเตรทเป็นปุ๋ยธรรมชาติที่มีประโยชน์ต่อพืชอย่างมาก โดยแคลเซียมช่วยเสริมความแข็งแรงให้กับผนังเซลล์ ทำให้พืชมีความกรอบและสามารถรักษาความสดได้นาน รวมถึงช่วยป้องกันการแตกของผล ส่วนไนเตรทหรือไนโตรเจนเป็นธาตุอาหารหลักที่สำคัญสำหรับการเจริญเติบโตของพืช และยังเป็นส่วนประกอบสำคัญของคลอโรฟิลล์ ซึ่งมีบทบาทในการสังเคราะห์แสงของพืชทุกชนิดอีกด้วย 

นอกจากนี้ ขณะที่ฝนตก น้ำฝนยังดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์จากอากาศ ทำให้มีความเป็นกรดอ่อน โดยมีค่า pH ต่ำกว่า 6 เล็กน้อย ซึ่งช่วยในการละลายแร่ธาตุต่างๆ ในดินได้ดีกว่าน้ำประปาที่มีความเป็นกลาง จึงไม่สามารถละลายแร่ธาตุได้เท่ากับน้ำฝน 

Tip : การทำฝนเทียม มีโอกาสเกิดฟ้าร้อง ฟ้าแลบ ได้เหมือนกับการเกิดฝนในธรรมชาติเลย จึงทำให้น้ำฝนสามารถนำพาไนโตรเจนมาสู่ต้นไม้ได้เช่นกัน 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก : สำนักงานเกษตรและสหกรณ์ จังหวัดอุบราชธานี / กองปฏิบัติการฝนหลวง กรมฝนหลวงและการบินเกษตร 

ค่า pH ในดิน คือ ค่าความเป็นกรด-ด่าง ภายในดิน มีค่าตั้งแต่ 1-14 ถ้าน้อยกว่า 7 ลงมาเป็นกรด เลขยิ่งน้อยแสดงว่าเป็นกรดมาก ถ้ามากกว่า 7 เป็นด่าง เลขยิ่งมากแสดงว่าเป็นด่างมาก 

พืชผักส่วนใหญ่ต้องการค่า pH ของดินอยู่ในช่วงประมาณ 6.5-7.0 ซึ่งเป็นกรดอ่อนถึงปานกลาง เนื่องจากช่วยให้ดินสามารถปลดปล่อยธาตุอาหารหลัก เช่น ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และโพแทสเซียม รวมถึงธาตุอาหารรองอย่างกำมะถัน แคลเซียม และแมกนีเซียม ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ธาตุอาหารเหล่านี้เป็นสิ่งที่พืชต้องการในปริมาณมากถึงปานกลาง นอกจากนี้ ค่า pH ที่เหมาะสมยังช่วยควบคุมการปลดปล่อยธาตุอาหารเสริม เช่น อะลูมิเนียม เหล็ก แมงกานีส และสังกะสี ให้ออกมาในปริมาณที่พอเหมาะกับความต้องการของพืชอีกด้วย 

เมื่อดินเริ่มมีความเป็นกรดสูงขึ้น ธาตุอาหารหลักและรองจะถูกปล่อยออกมาได้ยากขึ้น ในขณะที่ธาตุอาหารเสริมกลับถูกปลดปล่อยออกมาในปริมาณที่มากเกินไป จนกลายเป็นพิษต่อพืช ส่วนดินที่มีความเป็นด่างสูงเกินไปจะทำให้พืชขาดแคลนธาตุไนโตรเจน ฟอสฟอรัส แคลเซียม และธาตุอาหารเสริมอื่นๆ 

ปัจจัยที่ทำให้ดินมีความเป็นกรดสามารถเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา โดยเริ่มจากการที่พืชดูดซึมธาตุอาหารที่เป็นด่างไปใช้ การชะล้างธาตุอาหารที่เป็นด่าง น้ำฝนที่นำกรดไนตริกจากบรรยากาศมาสู่ดิน การย่อยสลายของอินทรีย์วัตถุในดิน และการใช้น้ำหมักชีวภาพ ซึ่งมีค่า pH อยู่ในช่วง 3.5-5.6 ในขณะที่ปัจจัยที่ทำให้ดินมีความเป็นด่างนั้นเกิดขึ้นได้ยากกว่า เช่น การใช้น้ำบาดาลที่มีความเป็นด่าง หรือพื้นที่ดินที่มีการสะสมแคลเซียมอยู่แล้ว 

เราสามารถตรวจสอบค่า pH ในดินได้หลายวิธี เช่น การใช้กระดาษลิตมัส ชุดตรวจ LDD pH Test Kit ของกรมพัฒนาที่ดิน หรือเครื่องวัด pH ดิน เพื่อให้ได้ผลที่สามารถนำไปใช้ในการปรับปรุงดินให้เหมาะสมสำหรับการปลูกพืช 

หากพบว่าดินมีความเป็นกรด ควรโรยปูนขาวหรือโดโลไมท์ และหลีกเลี่ยงการใช้น้ำหมักชีวภาพ ในกรณีที่ดินมีความเป็นด่าง ควรโรยผงกำมะถัน ซึ่งจะเปลี่ยนเป็นกรดซัลฟูริก ช่วยลดความเป็นด่างได้ และควรรดด้วยน้ำหมักชีวภาพอย่างสม่ำเสมอ นอกจากนี้ การใช้ปุ๋ยหมักและปุ๋ยคอกจะช่วยปรับสภาพดิน โดยช่วยในการดูดซับธาตุอาหารและลดการชะล้างของแร่ธาตุต่างๆ ในดิน ซึ่งจะส่งผลให้ดินมีความเหมาะสมต่อการปลูกพืชในที่สุด 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก : กรมพัฒนาที่ดิน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 

ทำไมพืชตระกูลถั่วจึงเป็นที่นิยมในการใช้ทำปุ๋ยพืชสด? เนื่องจากพืชตระกูลถั่วมีลักษณะเฉพาะคือมีปมที่ราก ซึ่งภายในปมนั้นมีแบคทีเรียชนิดหนึ่งที่เรียกว่าไรโซเบียม (Rhizobiaceae) อาศัยอยู่ แบคทีเรียนี้ไม่เป็นอันตรายต่อพืชและมีความสัมพันธ์แบบพึ่งพาอาศัยกัน ไรโซเบียมมีความสามารถในการตรึงก๊าซไนโตรเจนจากอากาศ ซึ่งมีอยู่ถึง 78% และเปลี่ยนให้เป็นสารประกอบไนโตรเจน ส่งผลให้พืชตระกูลถั่วเจริญเติบโตได้อย่างรวดเร็วและมีการสะสมไนโตรเจนในลำต้นในปริมาณสูงอีกด้วย 

เหตุผลที่ทำให้พืชตระกูลถั่วเป็นที่นิยมในการผลิตปุ๋ยพืชสดนั้น เนื่องจากพืชเหล่านี้สามารถเพิ่มไนโตรเจนให้กับดินได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยพืชตระกูลถั่วที่มักนำมาใช้ทำปุ๋ย ได้แก่ กระถิน ถั่วพร้า ก้ามปู และปอเทือง นอกจากนี้ หากต้องการทั้งปุ๋ยและผลผลิตที่สามารถรับประทานได้ ก็สามารถเลือกปลูกพืชอย่าง ถั่วเขียว ถั่วเหลือง ถั่วลิสง ถั่วฝักยาว หรือถั่วพูได้เช่นกัน หลังจากการเก็บเกี่ยวถั่วเสร็จสิ้น สามารถนำลำต้นของพืชมาบดหรือสับให้ละเอียด เพื่อใช้ทำเป็นปุ๋ยพืชสดต่อไปได้อีกด้วย 

สำหรับผู้ที่สนใจปลูกพืชตระกูลถั่วเพื่อปรับปรุงดินและใช้รับประทาน สามารถเพิ่มประสิทธิภาพการเจริญเติบโตได้ด้วยการใช้ปุ๋ยชีวภาพไรโซเบียม โดยให้คลุกเคล้ากับเมล็ดก่อนปลูก ซึ่งจะช่วยให้ต้นถั่วสามารถสะสมไนโตรเจนได้มากขึ้นและเติบโตได้ดีขึ้น ปุ๋ยชีวภาพไรโซเบียมนี้สามารถหาซื้อได้จากเว็บไซต์ของกรมวิชาการเกษตร แต่ควรเลือกใช้ประเภทที่เหมาะสมกับชนิดของพืชเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด

หลายๆคนคงคุ้นเคยกับมะนาวสายพันธุ์ดูใบ ซึ่งไม่ใช่มะนาวสายพันธุ์อาหรับ แต่กลับพบว่ามะนาวที่ปลูกนั้นมีแต่ใบให้เห็น ไม่มีผลมะนาวเลย ทั้งที่ได้ใส่ปุ๋ยหมักและปุ๋ยคอกอย่างดี 

หนึ่งในสาเหตุที่ทำให้เกิดปัญหานี้คือ มะนาวได้รับธาตุไนโตรเจนจากปุ๋ยหมักมากเกินไป ส่งผลให้เกิดการสร้างยอดและใบใหม่อย่างต่อเนื่อง ปุ๋ยหมักส่วนใหญ่ที่ใช้มักมีมูลวัวเป็นส่วนผสม ซึ่งหาง่ายและมีราคาถูก แต่ในมูลวัวนั้นมีธาตุไนโตรเจนและโพแทสเซียมเป็นหลัก ขณะที่ฟอสฟอรัสมีเพียง 0.01% เท่านั้น 

หากต้องการให้มะนาวออกดอกและติดผลได้ดี ควรเพิ่มธาตุฟอสฟอรัส ซึ่งจะช่วยกระตุ้นการออกดอกและติดผลของมะนาว โดยสามารถใช้ปุ๋ยมูลค้างคาวที่มีฟอสฟอรัสสูงถึง 14.28% เป็นตัวช่วยได้ วิธีการคือให้โรยปุ๋ยมูลค้างคาวรอบๆ โคนต้นมะนาว จากนั้นรดน้ำให้ชุ่ม เพื่อให้ต้นมะนาวสามารถสะสมสารอาหารและเริ่มออกดอกตามฤดูกาล โดยแบ่งการดูแลออกเป็น 2 ช่วงดังนี้ 

ช่วงที่ 1 ออกดอกช่วง มีนาคม-เมษายน เก็บผลได้ กรกฎาคม-สิงหาคม 

ช่วงที่ 2 ออกดอกช่วง สิงหาคม-กันยายน เก็บผลได้ ธันวาคม-มกราคม 

ในระหว่างที่มะนาวเริ่มติดผลก็ให้ใส่ปุ๋ยมูลค้างคาวเพิ่มเพื่อบำรุงผล พร้อมทั้งรดน้ำอย่างสม่ำเสมอเผื่อป้องกันไม่ให้มะนาวทิ้งลูก เท่านี้ก็พร้อมเก็บมะนาวมาทำต้มยำทำแกงกันแล้ว 

Tips : ต้นมะนาวที่ได้จากการปักชำกิ่งพันธุ์จะมีโอกาสออกดอกเร็วกว่าต้นที่ปลูกจากเมล็ด ดังนั้นในปีแรก หากต้นมะนาวเริ่มมีดอก ควรเด็ดดอกทิ้งทั้งหมด เนื่องจากต้นยังมีขนาดเล็ก หากปล่อยให้ดอกอยู่ ต้นจะเจริญเติบโตได้ไม่เต็มที่และอาจแคระแกรนได้ หลังจากผ่านไป 1 ปี จึงค่อยเริ่มเก็บผลมะนาวได้