การขอมาตรฐานสินค้าเกษตร 

สำหรับเกษตรกรที่ทำธุรกิจเกษตรมาแล้วระยะหนึ่งอาจจะเริ่มมองหาช่องทางการผลิตสินค้าให้ได้ มาตรฐานสินค้าเกษตร เพื่อเพิ่มช่องทางการจำหน่ายสินค้าเกษตร อาจจะเพื่อส่งจำหน่ายในห้างสรรพสินค้า ส่งออกไปยังต่างประเทศ เป็นต้น 

ซึ่งการขอรับรอง มาตรฐานสินค้าเกษตร มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง เพื่อให้สินค้านั้นมีคุณภาพเหมาะสมกับการความต้องการเฉพาะตามข้อกำหนดในมาตรฐานเดียวกัน 

สำหรับมาตรฐานพืชผักผลไม้มีหลากหลายแบบครับ ไม่ว่าจะเป็น GAP, GLOBAL G.A.P, ORGANIC EU, GMP, HACCP, BRC, EL, CM ผู้อ่านคงเริ่มมีคำถาม เกี่ยวกับชื่อย่อ มาตรฐานต่างๆ ที่กล่าวไปเหล่านี้และทำไมถึงต้องทำ ซึ่งในบทความนี้จะมาเล่าให้ผู้สนใจทำธุรกิจส่งออกผักผลไม้สดได้เข้าใจกัน 

  • GAP (GOOD AGRICULTURAL PRACTICES) 

คือมาตรฐานสำหรับการส่งออกผักผลไม้สดซึ่งจำเป็นจะต้องขอการรับรอง GAP พืชอาหาร ของกรมวิชาการเกษตร ซึ่งเป็นมาตรฐานบังคับสำหรับการส่งออกในบางประเทศ โดยเฉพาะประเทศกลุ่มสหภาพยุโรป ข้อกำหนดมาตรฐานจะเกี่ยวข้องกับคุณภาพ ความปลอดภัยสินค้า การสอบกลับ สุขอนามัยในแปลง การจดบันทึกเป็นต้น ซึ่งผู้ต้องการใบรับรอง สามารถติดต่อได้ที่ สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตร ในแต่ละท้องที่ ค้นหาข้อมูลติดต่อสำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตร ได้ที่เว็บไซต์ของกรมวิชาการเกษตร https://www.doa.go.th/th/ 

  • GLOBAL G.A.P. 

มาตรฐานของกลุ่มห้างค้าปลีกที่เป็นสมาชิกของ GLOBAL G.A.P. สามารถดูรายชื่อ ห้างค้าปลีกที่เป็นสมาชิกและที่ปรึกษาที่ได้รับการรับรองมาตรฐานประจำประเทศไทย ได้ใน  www.globalgap.org  มาตรฐานนี้ไม่ใช่มาตรฐานบังคับ เป็นความสมัครใจระหว่างผู้ซื้อ และผู้ขาย จะตกลงกัน GLOBAL G.A.P. เป็นมาตรฐานการรับรองแหล่งผลิตพืชอาหาร ที่เป็นที่ยอมรับระดับโลก มีข้อกำหนด คล้ายกับ GAP ของกรมวิชาการเกษตร 

เนื่องจาก GAP ของกรมวิชาการเกษตร ได้นำข้อกำหนดใน GLOBAL G.A.P. มาใช้ แต่ GLOBAL G.A.P. จะมีรายละเอียดที่ต้องปฏิบัติมากกว่า ซึ่งไม่เหมาะสำหรับเกษตรกรที่ไม่ถนัดการจัดทำระบบเอกสาร มาตรฐานนี้สามารถขอการรับรองได้จากหน่วยงานเอกชน ที่เรียกว่าหน่วยตรวจรับรอง ซึ่งสามารถดูรายชื่อ หน่วยตรวจรับรองที่ได้รับอนุญาตได้ใน เว็บไซต์ GLOBAL G.A.P. เช่นเดียวกัน 

  • ORGANIC 

มาตรฐานเกษตรอินทรีย์ เป็นมาตรฐานรับรองแหล่งผลิตพืชที่ปลูกโดยไม่ใช้สารเคมี นอกจากไม่ใช้สารเคมีแล้ว เมล็ดพันธุ์ต้องไม่มีการคลุกสารเคมี หรือมาจากกระบวนการปลูกที่ใช้สารเคมี และมีระยะปรับเปลี่ยนจากการปลูกแบบใช้สารเคมีมาเป็นเกษตรอินทรีย์ เพื่อให้สารเคมีในแปลงปลูกสลายตัวไปในระดับที่ปลอดภัย จึงจะได้รับการรับรอง ซึ่งผู้ปลูกต้องเลือกขอการรับรองตามตลาดที่สนใจ เช่น ตลาดในประเทศสามารถขอมาตรฐาน ORGANIC THAILAND ก็เพียงพอ 

หากต้องการส่งตลาด EU ต้องขอเป็นรับรองมาตรฐาน ORGANIC EU ซึ่งสามารถขอรับบริการฝึกอบรมและตรวจรับรองได้จากหน่วยงานเอกชน เช่น บริษัท ECOCERT บริษัท BIOAGRICERT ซึ่งหากต้องการส่งสินค้า ORGANIC ไปต่างประเทศ โรงคัดบรรจุต้องขอการตรวจรับรองมาตรฐานด้วย เพื่อให้แน่ใจว่าในกระบวนการคัดบรรจุจะไม่มีการปะปนกันระหว่างพืชที่ได้รับรองและไม่ได้รับการรับรอง รวมถึงในกระบวนการคัดบรรจุ พืช ORGANIC ต้องไม่สัมผัสสารเคมีที่ไม่อนุญาตให้ใช้ 

ไม่ว่าผู้ปลูกจะส่งสินค้าไปยังประเทศไหน ควรต้องขอการรับรองมาตรฐาน GAP ของกรมวิชาการเกษตร ก่อนเป็นพื้นฐาน เนื่องจากทำง่ายและเป็นมาตรฐานบังคับในการส่งออกตามกฎระเบียบของ กรมวิชาการเกษตร ในหลายกลุ่มประเทศ